ในยุคที่ธุรกิจ B2B มีการทำธุรกรรมผ่านสลิปโอนเงินเป็นเรื่องปกติ “สลิปปลอม” จึงกลายเป็นภัยเงียบที่แฝงตัวมาซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้ธุรกิจอย่างมาก การรู้ วิธีเช็กสลิปปลอม จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือหน้าที่ที่เจ้าของธุรกิจควรปฏิบัติ เพื่อปกป้องยอดขายและภาพลักษณ์ขององค์กรไว้อย่างมั่นคง
สลิปปลอมกลายเป็นภัยเงียบในโลกธุรกิจ B2B ได้อย่างไร?
พื้นฐานของธุรกิจ B2B คือความเชื่อใจและการชำระเงินผ่านสลิปโอนเงิน แต่หากมิจฉาชีพเริ่มสร้างสลิปปลอม โดยอ้างว่าโอนเงินเรียบร้อยแล้วแต่จริงๆ ไม่ได้โอน หรือใช้สลิปซ้ำเพื่อหลอกให้จัดส่งสินค้า—สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้สต็อกลด ขาดทุน และกระทบภาพลักษณ์ขององค์กรได้ การรู้ วิธีเช็กสลิปปลอม จึงเป็นการตั้งกำแพงแรกที่ป้องกันภาวะเสี่ยงในธุรกิจ B2B ยุคดิจิทัล
กลโกงยอดฮิตที่มักใช้สลิปปลอมหลอกบริษัท
ก่อนจะรู้ วิธีเช็กสลิปปลอม เราต้องรู้ว่ามิจฉาชีพมักใช้กลโกงอะไรบ้าง โดยเฉพาะในการทำธุรกรรม B2B ซึ่งมีวิธีเช็กดังต่อไปนี้
- สร้างสลิปปลอมโดยอ้างว่าเป็นยอดโอนจริง (แก้ยอดเงิน, เปลี่ยนชื่อผู้รับ)
- ใช้สลิปหรือ QR Code ที่มีอยู่แล้วซ้ำหลายครั้ง (สลิปซ้ำ)
- ใช้เวลาหลอกลวงในการโอน ให้สลิปดูเหมือนใหม่ทั้งที่โอนเมื่อเดิม
- แก้ไขหรือปลอมข้อมูลในตัวหนังสือ, ฟอนต์, โลโก้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
กลโกงยอดฮิตที่มักใช้สลิปปลอมหลอกบริษัท
ก่อนจะรู้ วิธีเช็กสลิปปลอม เราต้องรู้ว่ามิจฉาชีพมักใช้กลโกงอะไรบ้าง โดยเฉพาะในการทำธุรกรรม B2B ซึ่งมีวิธีเช็กดังต่อไปนี้
- สร้างสลิปปลอมโดยอ้างว่าเป็นยอดโอนจริง (แก้ยอดเงิน, เปลี่ยนชื่อผู้รับ)
- ใช้สลิปหรือ QR Code ที่มีอยู่แล้วซ้ำหลายครั้ง (สลิปซ้ำ)
- ใช้เวลาหลอกลวงในการโอน ให้สลิปดูเหมือนใหม่ทั้งที่โอนเมื่อเดิม
- แก้ไขหรือปลอมข้อมูลในตัวหนังสือ, ฟอนต์, โลโก้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
กลโกงยอดฮิตที่มักใช้สลิปปลอมหลอกบริษัท
ก่อนจะรู้ วิธีเช็กสลิปปลอม เราต้องรู้ว่ามิจฉาชีพมักใช้กลโกงอะไรบ้าง โดยเฉพาะในการทำธุรกรรม B2B ซึ่งมีวิธีเช็กดังต่อไปนี้
- สร้างสลิปปลอมโดยอ้างว่าเป็นยอดโอนจริง (แก้ยอดเงิน, เปลี่ยนชื่อผู้รับ)
- ใช้สลิปหรือ QR Code ที่มีอยู่แล้วซ้ำหลายครั้ง (สลิปซ้ำ)
- ใช้เวลาหลอกลวงในการโอน ให้สลิปดูเหมือนใหม่ทั้งที่โอนเมื่อเดิม
- แก้ไขหรือปลอมข้อมูลในตัวหนังสือ, ฟอนต์, โลโก้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ต้องบอกเลยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเจ้าของธุรกิจควรเรียนรู้ วิธีเช็กสลิปปลอม เพื่อรักษาธุรกรรมให้ปลอดภัยนั่นเอง
5 วิธีเช็กสลิปปลอมที่เจ้าของธุรกิจควรรู้
ก่อนใช้ระบบอัตโนมัติหรือ API เข้ามาช่วย มาดู 5 วิธีพื้นฐานที่สามารถใช้ตรวจสอบสลิปได้จริง:
- ใช้ระบบ AI หรือ API ตรวจสลิปอัตโนมัติ : ใช้เทคโนโลยี วิธีเช็กสลิปปลอม ที่แม่นยำและรวดเร็วกว่า การตรวจด้วยตาเปล่า เช่น บริการจาก Thunder Solution
- ตรวจสอบรายละเอียดบัญชีอย่างแม่นยำ : ดูชื่อผู้รับ ชื่อบัญชี และธนาคาร ยืนยันว่าเป็นบัญชีที่กำหนดไว้ หากผิดปกติ อาจเป็นสลิปปลอมได้
- เช็กเวลาโอนและเวลาทำรายการบนสลิป : ถ้าเวลาโอนล่าช้าจนผิดปกติ หรือสลิปดูเหมือนไม่สัมพันธ์กับเวลาจริงของการโอน เงินอาจไม่เคยเข้าจริง
- เทียบฟอนต์ โลโก้ และ QR Code กับของจริง : ใช้การเปรียบเทียบด้านภาพ เช่น ฟอนต์, โลโก้, QR Code ให้ตรงกับรูปแบบของธนาคารหรือรูปแบบสลิปจริง
- ตรวจสอบเลขอ้างอิง (Reference) กับธนาคารหรือระบบหลังบ้าน : หากเลขอ้างอิงไม่ตรงหรือไม่พบในระบบธนาคาร แปลว่าอาจเป็นสลิปปลอม
Thunder API ผู้ช่วยมืออาชีพในการตรวจสลิปปลอมแบบเรียลไทม์
สำหรับธุรกิจ B2B ที่ต้องการความรวดเร็วและแม่นยำ บอกเลยว่า Thunder API คือคำตอบ
- ตรวจสลิปทันทีแบบ Real-Time — ระบบเชื่อม API กับธนาคาร ดึงยอดเงิน เวลาโอน ชื่อบัญชี และเลขอ้างอิงมาปะทะกับสลิปจริงทันที
- แจ้งเตือนทันทีเมื่อพบความผิดปกติ — หากสลิปซ้ำหรือยอดไม่ตรง สมาชิกในองค์กรจะได้รับแจ้งเตือนทันที
- เก็บข้อมูลย้อนหลังเพื่อเช็คซ้ำหรือใช้หลักฐาน — เหมาะสำหรับการตรวจสอบภายในหรือใช้ในการทวงถามในภายหลัง
- เชื่อมต่อกับระบบหลังบ้านได้ทันที — ประหยัดเวลาพัฒนาระบบ และลดค่าใช้จ่าย
- มาตรฐานใหม่ของ B2B — Thunder API ลดต้นทุน เพิ่มความปลอดภัย และช่วยให้องค์กรควบคุมกระบวนการทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น
เปลี่ยนความเสี่ยงเป็นความปลอดภัยในธุรกิจ B2B
การใช้ วิธีเช็กสลิปปลอม ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงระบบอัตโนมัติ สามารถช่วยยกระดับกระบวนการทำธุรกรรมให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจ B2B ที่ความไว้วางใจคือสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้น Thunder API จึงกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรพลาด หากต้องการปกป้ององค์กรจากความเสี่ยงด้านการเงินในยุคสมัยนี้ ที่สำคัญทาง Thunder มีหลากหลายแพ็กเกจให้เลือก และยังครอบคลุมทุกธุรกิจในปี 2025 อีกด้วย


