ข่าวสารและบทความ Thunder

อัปเดตทุกความเคลื่อนไหวจากเรา ทั้งข่าวสาร กิจกรรม และบทความน่ารู้ที่คุณไม่ควรพลาด

ข่าวสารและบทความ

ทำไมปี 2025 เจ้าของร้านออนไลน์ต้องมีระบบ AI ตรวจสลิป

ปี 2025 คือปีที่ธุรกิจออนไลน์แข่งขันกันดุเดือดมากขึ้น ทั้งในแง่ความเร็ว ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยของธุรกรรม โดยเฉพาะในร้านค้าที่รับชำระเงินผ่านการโอนและแนบสลิป สิ่งที่ดูธรรมดา แต่กลับกลายเป็นช่องโหว่ที่กลโกงต่าง ๆ แทรกเข้ามาได้ง่ายมากขึ้น แต่รู้หรือไม่? ยังมีอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่มาแรงและจำเป็นอย่างมากในปีนี้ คือ ระบบ AI ตรวจสลิป ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยร้านค้าออนไลน์ป้องกันปัญหาสลิปปลอม ลดภาระงานซ้ำซ้อน และเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าได้แบบอัตโนมัติ บทความนี้จะพาคุณไปดูว่าทำไมร้านค้าออนไลน์ยุคใหม่ ถึงต้องมีระบบ AI ตรวจสลิป ตามไปหาคำตอบกันได้เลย

1. เพราะสลิปปลอมเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้ง่ายในทุกวัน

สลิปปลอม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะกับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องรับออร์เดอร์ผ่านช่องทางแชตหรือโซเชียล เนื่องจากลูกค้าบางรายอาจแนบสลิปที่ถูกแก้ไขผ่านแอปแต่งภาพ หรือแม้แต่ใช้เว็บปลอมสร้างสลิปเลียนแบบได้อย่างแนบเนียน แต่ปัญหาคือ ร้านค้าอาจไม่รู้ตัวจนกว่าจะถึงเวลาส่งของหรือปิดรอบบัญชี ซึ่งก็สายเกินไปแล้ว การตรวจสอบด้วยตาเปล่าหรือวิธีแมนนวลมีโอกาสพลาดสูงมาก และนี่คือจุดที่ ระบบ AI ตรวจสลิป เข้ามาช่วยป้องกันได้อย่างชาญฉลาด เพราะระบบสามารถตรวจจับองค์ประกอบของสลิป ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขอ้างอิง ชื่อบัญชีธนาคาร วันที่ เวลา และยอดเงิน พร้อมเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลจริงแบบอัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงจากสลิปปลอมได้ในทันที

2. เพราะการตรวจสลิปด้วยคน ไม่ทันยุคอีกต่อไป

ถึงแม้ว่าร้านค้าออนไลน์หลายแห่งจะมีแอดมินคอยตรวจสลิป แต่ในปี 2025 ที่ทุกอย่างต้องเร็วและแม่นยำ การพึ่งพาการตรวจด้วยคนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกแล้ว มนุษย์อาจพลาดได้โดยไม่ตั้งใจ เช่น มองข้ามรายละเอียดบนสลิปที่ปลอมแปลงมา หรือเจอสลิปปลอมที่ดูเหมือนของจริงจนแยกไม่ออก การต้องไล่เช็กทีละใบยังทำให้เสียเวลาในการจัดส่ง และอาจเกิดความล่าช้าในการตอบกลับลูกค้า ดังนั้นการใช้ ระบบ AI ตรวจสลิป จึงสามารถช่วยให้กระบวนการนี้แม่นยำ รวดเร็ว และไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งระบบนี้ยังสามารถทำงาน 24 ชั่วโมง ไม่เหนื่อย ไม่พลาด และยังตรวจข้อมูลได้ลึกกว่าที่ตามนุษย์มองเห็นอีกด้วย

การตรวจสลิปด้วยคน ไม่ทันยุคอีกต่อไป

3. เพราะลูกค้ารอไม่ได้ และคาดหวังความมั่นใจ

ในยุคที่ลูกค้าเปรียบเทียบร้านค้าได้แค่ปลายนิ้ว ความเร็วในการตอบกลับและยืนยันการสั่งซื้อจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ แต่หาร้านค้าต้องให้รอนานถึง 10 นาที ในการเช็กยอดหรือตรวจทานความถูกต้องของสลิปโอนเงินนั่นอาจทำให้คุณพลาดการขายในทันที ดังนั้นการใช้ระบบ AI ตรวจสลิป แบบเรียลไทม์ เมื่อลูกค้าแนบสลิป ระบบจะตรวจสอบและแจ้งผลในไม่กี่วินาที ลูกค้าได้รับการยืนยันคำสั่งซื้อทันที ซึ่งช่วยสร้างความพึงพอใจ และเพิ่มความมั่นใจว่าเงินที่โอนไปถึงจริง และที่สำคัญความแม่นยำนี้ ไม่เพียงแค่ลดภาระงานของทีมงาน แต่ยังเพิ่มประสบการณ์ลูกค้าที่ดี ซึ่งส่งผลต่อการกลับมาซื้อซ้ำในอนาคตอีกด้วย

4. เพราะ AI ตรวจจับได้ทั้งสลิปปลอม และสลิปซ้ำ

นอกจากการปลอมแปลงสลิปแล้ว กลโกงอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดบ่อยขึ้นในปี 2025 คือการใช้ “สลิปซ้ำ” หรือสลิปใบเดิมแนบกับคำสั่งซื้อใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระเงินอีกครั้ง  ซึ่งระบบ AI ตรวจสลิป ไม่ได้แค่จับภาพหรือวิเคราะห์ข้อความบนสลิปเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถบันทึกข้อมูลสลิปทั้งหมดลงในระบบ และตรวจเปรียบเทียบอัตโนมัติว่ามีการใช้ซ้ำหรือไม่ 

5. เพราะมีผู้ให้บริการระบบ AI ตรวจสลิปที่ใช้งานง่าย พร้อมให้คุณเริ่มได้ทันที

หลายคนอาจกังวลว่า การใช้เทคโนโลยี AI ต้องใช้ความรู้ด้าน IT สูง แต่ความจริงคือ ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ ระบบ AI ตรวจสลิป ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย รองรับร้านค้าทุกขนาด แม้ไม่มีทีมเทคนิคก็สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันที ซึ่งระบบเหล่านี้มักมีแดชบอร์ดพร้อมใช้งาน สามารถเชื่อมต่อกับ Line, Facebook, หรือระบบหลังบ้านของร้านค้าได้อย่างสะดวก บางเจ้าอย่าง Thunder Solution ยังมี API ให้เชื่อมกับระบบ ERP หรือ POS ได้โดยตรง ทำให้การตรวจสอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขายโดยไม่ต้องยุ่งยาก และที่สำคัญ ราคาก็จับต้องได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน เหมาะกับทั้งร้านเล็ก ร้านกลาง และแบรนด์ใหญ่ที่ต้องการลดความเสี่ยงและเพิ่มความเป็นมืออาชีพ 

ระบบ AI ตรวจสลิปคือเครื่องมือที่เจ้าของร้านยุคใหม่ต้องมี

เมื่อธุรกิจออนไลน์เติบโต ความซับซ้อนของการบริหารก็เพิ่มขึ้นตาม โดยเฉพาะการจัดการเรื่อง ความน่าเชื่อถือ และ ความปลอดภัย ของธุรกรรมการเงิน หากคุณยังตรวจสลิปด้วยมือ หรือปล่อยให้ทีมงานต้องเผชิญกับความเสี่ยงเองทุกวัน นั่นเท่ากับว่าคุณเปิดช่องให้เกิดความเสียหายโดยไม่รู้ตัว การมี ระบบ AI ตรวจสลิป เปรียบเสมือนการมี ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่ทำงานแม่นยำ ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่หลับ ไม่ล้า ไม่พลาด และช่วยให้คุณโฟกัสกับการขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ต้องบอกเลยว่าในปี 2025 นี้ ถ้าคุณยังไม่มีระบบนี้ติดร้าน อาจถึงเวลาทบทวน ก่อนที่ความเสียหายจากสลิปปลอมจะมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว


สลิปปลอมทำธุรกิจพังไม่รู้ตัว! ป้องกันง่าย ๆ ด้วยระบบตรวจสลิปจาก Thunder 

ในยุคที่การชำระเงินออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่ต้องทำธุรกรรมกับลูกค้าหลายรายต่อวัน การตรวจสอบความถูกต้องของสลิปโอนเงินจึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นกว่าเดิม แต่รู้หรือไม่ว่า สลิปปลอม กลายเป็นหนึ่งในกลโกงที่ระบาดหนักและสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการจำนวนมากแบบไม่รู้ตัว ซึ่งปัญหานี้อาจดูเล็กในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรียกได้ว่าภัยเงียบที่ทำให้ขาดทุน เสียเวลา และเสียความน่าเชื่อถือต่อหน้าลูกค้า แต่ในยุคนี้มีเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบตรวจสลิปปลอมอัตโนมัติ จาก Thunder Solution ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหานี้โดยเฉพาะ  

ทำไม “สลิปปลอม” ถึงเป็นปัญหาใหญ่ที่คนทำธุรกิจออนไลน์ควรระวัง?

ในโลกของธุรกิจออนไลน์ ความเชื่อใจระหว่างลูกค้าและผู้ขายคือสิ่งสำคัญ แต่กลโกงที่แฝงมาในรูปแบบของ สลิปปลอม กลับเป็นเครื่องมือที่ทำลายความสัมพันธ์นี้ได้อย่างรุนแรง เพราะเป็นการหลอกให้ผู้ขายเชื่อว่าการมีโอนเงินหรือทำธุรกรรมเกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นเลย ดังนั้นการปลอมแปลงสลิปทำได้ง่ายขึ้นมากในปัจจุบัน ด้วยแอปพลิเคชันตัดต่อภาพหรือแม้แต่เว็บปลอมที่สร้างหน้าสลิปให้ดูเหมือนจริง 100% จนบางครั้งแม้แต่พนักงานที่มีประสบการณ์ก็ยังแยกไม่ออก หากไม่มีระบบที่ตรวจสอบได้แบบอัตโนมัติ ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้นได้ง่าย และยากจะแก้ไขเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากสลิปปลอม

หลายธุรกิจต้องเผชิญกับความเสียหายทั้งทางการเงินและชื่อเสียงจากการถูกโกงด้วย สลิปปลอม ยกตัวอย่างเช่น 

  • สูญเสียสินค้า/บริการโดยไม่ได้รับเงินจริง  เมื่อลูกค้าแนบสลิปปลอม พนักงานจัดส่งสินค้าหรือให้บริการโดยไม่รู้ว่าไม่ได้รับเงินจริง
  • เสียเวลาในการตรวจสอบย้อนหลัง เมื่อตรวจพบภายหลัง ต้องย้อนดูรายการโอนเงินทีละรายการ เสียเวลางานหลัก และเพิ่มต้นทุนบุคลากร
  • ลดความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ซึ่งในกรณีที่พนักงานตรวจไม่ละเอียดแล้วส่งของผิด อาจเกิดปัญหากับลูกค้าคนอื่น ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย
  • เสี่ยงโดนฟ้องร้อง หรือถูกมองว่าไม่มีมาตรการความปลอดภัย ในองค์กรขนาดใหญ่หากเกิดปัญหานี้ขึ้น อาจจะส่งผลเสียให้กับบริษัทรวมถึงมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องได้เช่นเดียวกัน 

ดังนั้น การมีเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบอย่างแม่นยำจึงไม่ใช่ “ตัวเลือก” แต่คือ “สิ่งจำเป็น” สำหรับธุรกิจยุคใหม่

สลิปปลอม

ระบบตรวจสลิปปลอมอัตโนมัติ คืออะไร?

ระบบตรวจสลิปปลอมอัตโนมัติ คือ เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลการทำธุรกรรมของธนาคาร ผ่าน API หรือระบบอินเตอร์เฟซที่มีความปลอดภัย เพื่อช่วยตรวจสอบว่าสลิปที่ลูกค้าแนบมา มีการโอนเงินจริงหรือไม่, ตรงยอดหรือเปล่า และถูกต้องตามเวลาหรือไม่ ซึ่งระบบนี้ไม่ต้องให้คนมานั่งตรวจทีละใบ แต่ใช้การจับคู่ข้อมูล เช่น หมายเลขอ้างอิง เลขบัญชีผู้โอน ยอดเงิน วันที่ และเวลาการทำธุรกรรม จากนั้นระบบจะยืนยันผลว่า ผ่าน หรือ น่าสงสัย ได้ในไม่กี่วินาที และเมื่อผนวกรวมกับระบบขายหรือระบบบัญชีเดิมของธุรกิจ ระบบตรวจสอบสลิปปลอมอัตโนมัติจะช่วยปิดช่องโหว่ของการฉ้อโกงได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง โดยไม่เพิ่มภาระให้ทีมงาน

ข้อดีของระบบตรวจสลิปปลอมจาก Thunder Solution

สำหรับ Thunder Solution ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจสอบ สลิปปลอม ที่ทันสมัย โดยออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ปลอดภัย และสามารถปรับใช้กับหลายธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งข้อดีที่โดดเด่น ได้แก่

  • ตรวจสอบแบบ Real-time ระบบเชื่อมต่อโดยตรงกับฐานข้อมูลของธนาคาร จึงสามารถตรวจสอบได้ทันที ไม่ต้องรอทีมบัญชี
  • มีความแม่นยำสูง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ ระบบสามารถแยกแยะสลิปปลอมจากของจริงได้ด้วย AI ที่ผ่านการฝึกจากเคสจริงจำนวนมาก
  • แจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อตรวจพบความผิดปกติ ช่วยให้ทีมงานตัดสินใจได้ทันทีว่าจะปล่อยคำสั่งซื้อหรือยกเลิก
  • บูรณาการง่ายกับระบบเดิมขององค์กร Thunder รองรับการเชื่อมต่อกับ ERP, POS, หรือระบบ CRM ได้หลากหลาย
  • เสริมความมั่นใจให้ลูกค้าและพาร์ตเนอร์ ระบบตรวจสอบอัตโนมัติแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและมาตรฐานของธุรกิจ

ด้วยเทคโนโลยีนี้ Thunder ไม่ได้แค่ตรวจจับสลิปปลอมเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนในการจัดการ และยกระดับความปลอดภัยของทั้งระบบได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ระบบตรวจสลิปปลอม เหมาะกับใคร? และใครบ้างควรใช้ระบบนี้

สำหรับระบบตรวจสอบ สลิปปลอม อัตโนมัติจาก Thunder Solution ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทุกธุรกิจที่มีการทำธุรกรรมออนไลน์ และต้องการความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ 

  • ธุรกิจร้านค้าออนไลน์ที่มีคำสั่งซื้อมากต่อวัน ลดภาระทีมงาน และป้องกันความผิดพลาดจากการตรวจแมนนวล
    แพลตฟอร์ม Marketplace หรือ Dropshipping ช่วยป้องกันการโกงจากปลายทาง และสร้างความมั่นใจให้คู่ค้า
  • บริษัทขายส่ง / ค้าปลีก ที่มีการซื้อขายเป็นรอบๆ และยอดสูง ลดความเสี่ยงสูญเสียมูลค่าการขายจากสลิปปลอม
  • ธุรกิจบริการ เช่น คอร์สเรียน ท่องเที่ยว โรงแรม ฯลฯ ที่ต้องยืนยันการจองจากหลักฐานการโอนเงิน
  • องค์กรที่ต้องการยกระดับระบบบัญชีให้โปร่งใสและปลอดภัย 

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเล็กหรือใหญ่ การลงทุนในระบบนี้คือการป้องกันล่วงหน้าที่คุ้มค่ากว่าการแก้ไขเมื่อสายเกินไปอย่างแน่นอน 

ป้องกันก่อนเจ็บ ด้วยระบบ AI ตรวจสลิปปลอมจาก Thunder solution

หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจปลอดภัยขึ้น ตรวจสอบได้แบบมืออาชีพลดภาระให้กับแอดมิน และลดความเสียหายจาก สลิปปลอม ระบบ AI ตรวจสลิปปลอม จาก Thunder Solution คือตัวช่วยที่ใช่ที่สุดในตอนนี้ เพราะระบบนี้ใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมและรูปแบบของสลิปในเชิงลึก เพื่อแยกของจริง และของปลอมได้อย่างแม่นยำ ไม่เพียงแค่ตรวจสอบยอดหรือเวลา แต่ยังเรียนรู้พฤติกรรมของกลโกงใหม่ ๆ เพื่อปรับตัวได้ทันสถานการณ์ และเพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าระบบทำงานตลอด 24 ชั่วโมงอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องบอกเลยว่าในยุคที่ความเร็วคือหัวใจของการทำธุรกิจ แต่ความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ การเลือกใช้ระบบที่ตรวจสอบสลิปปลอมได้อัตโนมัติคือหนึ่งในวิธีป้องกันที่ง่าย รวดเร็ว และได้ผลจริง

รวมวิธีการจดทะเบียน Vat สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่

ใครที่อยากเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในปีนี้ หรือดำเนินธุรกิจมาสักพัก แต่ยังไม่ได้การจดทะเบียน Vat ให้ธุรกิจของตัวเอง คงจะอยากรู้ว่า ขั้นตอนการจดทะเบียน Vat นั้นมีอะไรบ้าง รวมถึงต้องใช้เอกสารไหนในการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้ผู้ประกอบการมือใหม่เตรียมขั้นตอนและเอกสารได้ครบถ้วน อ่านข้อมูลในบทความนี้ได้เลย

Vat หรือภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร

ก่อนรู้จักกับขั้นตอนการจดทะเบียน Vat มารู้ว่า Vat หรือภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร? สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการ ซึ่งมีการนำไปใช้ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดย Vat จะถูกเรียกเก็บในทุกขั้นตอนของการผลิตและจัดจำหน่าย ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงกลุ่มผู้บริโภค

โดยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไปอยู่ที่ 7% ของราคาขายสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม อาจมีสินค้าหรือบริการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นหรือมีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน เช่น สินค้าอาหาร บริการทางการแพทย์ และบริการทางการศึกษา ซึ่งอาจไม่ต้องเสีย Vat หรือมีอัตราที่ต่ำกว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

ใครที่สามารถจดทะเบียน Vat ได้บ้าง

แล้วใครควรจดทะเบียน Vat? ผู้ประกอบที่ต้องการการจด Vat จะต้องมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการมือใหม่ และมีแนวโน้มว่าจะมีรายได้ถึงเกณฑ์ภายในปีที่ต้องการเสียภาษี อาจจะต้องพิจารณาจดทะเบียน Vat ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และไม่เสี่ยงต่อการโดนภาษีย้อนหลัง

เปิดขั้นตอนการจดทะเบียน Vat แบบง่าย ๆ

เปิดขั้นตอนการจดทะเบียน Vat แบบง่าย ๆ

มาถึงไฮไลต์สำคัญสำหรับผู้ประกอบที่ต้องการจด Vat เพื่อให้คุณสามารถดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยในปัจจุบัน กรมภาษีและกรมการค้าได้มีการพัฒนาช่องทางการให้บริการทั้งยื่นด้วยตัวเอง และช่องทางออนไลน์ เพื่อรองรับความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการมากขึ้น มีขั้นตอนดังนี้ 

การยื่นด้วยกระดาษ

การจดทะเบียน Vat ด้วยวิธีการยื่นแบบฟอร์มกระดาษเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการใช้ระบบออนไลน์ โดยขั้นตอนจดทะเบียน Vat ด้วยกระดาษ มีดังนี้

  1. ตรวจสอบว่าตนมีคุณสมบัติในการจดทะเบียนหรือไม่
  2. เตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นคำขอจดภาษีมูลค่าเพิ่ม
  3. ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 1 และ ภ.พ. 20 จากเว็บไซต์ หรือขอรับได้ที่สำนักงานสรรพากร 
  4. กรอกข้อมูลบนแบบฟอร์ให้ครบถ้วน เช่น ชื่อ ที่อยู่ ประเภทของธุรกิจ และรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า
  5. รอผลอนุมัติ 15 วันทำการ เพื่อรอรับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และใบรับรองการจดทะเบียน Vat
  6. ดำเนินการธุรกิจ และจัดทำใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การยื่นผ่านระบบออนไลน์

มาถึงฝั่งการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วยระบบออนไลน์กันบ้าง วิธีนี้ทั้งสะดวกและรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเดินทางไปจดทะเบียน Vat ที่กรมสรรพากรด้วยตัวเองให้เสียเวลา โดยขั้นตอนการยื่นผ่านระบบออนไลน์ มีดังนี้

  1. ตรวจสอบว่าตนมีคุณสมบัติในการจดทะเบียนหรือไม่
  2. เตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนออนไลน์
  3. ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ ผ่านการเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th
  4. เลือกเมนู “บริการออนไลน์” หรือเลือกเมนูที่เกี่ยวข้องกับบริการออนไลน์
  5. ลงทะเบียนโดยกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขบัตรประชาชน
  6. กรอกแบบฟอร์มคำขอการจดทะเบียนภาษี เลือกแบบฟอร์ม ภ.พ. 20 สำหรับการจดทะเบียน Vat
  7. อัปโหลดเอกสารที่เตรียมไว้ทั้งหมด ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนและคลิกส่งไปยังกรมสรรพากร
  8. รอผลอนุมัติ 15 วันทำการ เพื่อรอรับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และใบรับรองการจดทะเบียน Vat

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  1. แบบฟอร์มการจดทะเบียน แบบฟอร์มขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  2. สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของกิจการหรือผู้มีอำนาจลงนาม 
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อแสดงที่อยู่ของเจ้าของกิจการ 
  4. สำเนาทะเบียนการค้า สำหรับธุรกิจที่ต้องจดทะเบียน 
  5. เอกสารแสดงประเภทกิจการ เช่น ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหรือใบรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  6. เอกสารทางการเงินสำหรับธุรกิจที่มีการจัดทำงบการเงิน 
  7. เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือนของบริษัท หรือเอกสารรายงานรายได้จากการขาย
  8. สัญญาเช่าหรือเอกสารแสดงสถานที่ประกอบธุรกิจ

สรุป

สำหรับบริษัทไหนที่มีผู้ถือหุ้นหลายคน อาจจะต้องศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงลองใช้บริการตรวจสลิปโอนเงิน เพื่อตรวจสอบสลิปโอนเงินว่าเป็นของจริงหรือไม่ ก่อนที่จะทำการยื่นเป็นหลักฐานประกอบรายได้ให้แก่กรมสรรพากร เมื่อยื่นเอกสารครบแล้ว รอผลพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการมือใหม่ที่ต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยตัวเอง โดยไม่ผ่านการใช้บริการจากบริษัทบัญชี เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสอบถามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.rd.go.th/landing.html เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจและเตรียมขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีได้อย่างถูกต้องและถูกกฎหมาย

เรียนรู้เรื่องภาษีผู้ประกอบการ ต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง

หัวใจสำคัญของการเป็นผู้ประกอบการที่ดี ไม่ได้มีแค่การทำความเข้าใจด้านธุรกิจและความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ แล้วภาษีผู้ประกอบการที่ต้องจ่าย มีอะไรบ้าง? เรารวบรวมให้ทุกคนได้ศึกษากันภายในบทความนี้

ภาษีผู้ประกอบการ เหมาะสำหรับธุรกิจแบบไหน

สำหรับการเสียภาษีผู้ประกอบการ ขอแนะนำให้เป็นธุรกิจที่จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เนื่องจากจะมีการคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบริษัทโดยเฉพาะ หากยังไม่ได้จดทะเบียน ก็จะสามารถจ่ายได้แค่ภาษีแบบบุคคลธรรมดา ไม่สามารถนำมาจัดตั้งหรือใช้กับธุรกิจ แต่ใช้ยื่นรายได้ของตัวเองได้

ภาษีผู้ประกอบการที่ต้องจ่าย มีอะไรบ้าง

ภาษีผู้ประกอบการที่ต้องจ่าย มีอะไรบ้าง

ภาษีผู้ประกอบการ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคน ควรทำความเข้าใจ เรามาดูประเภทของภาษีผู้ประกอบการที่ต้องจ่าย ว่ามีอะไรบ้าง? เพื่อให้คุณสามารถศึกษาและกำหนดแนวทางการวางแผนการจ่ายภาษีได้อย่างถูกต้อง ไม่เสี่ยงต่อการถูกปรับภาษีย้อนหลังในอนาคต

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ธุรกิจที่จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล อย่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเราสามารถคำนวณอัตราการเสียภาษี ตามประเภทของธุรกิจที่เราจดทะเบียน Vat ตั้งแต่แรก จากนั้นทำการยื่นภาษีและแสดงหลักฐานการเสียภาษีในทุกปี เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถดำเนินการต่อไปได้

2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นระบบการจัดเก็บภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ของบุคคลหรือบริษัทที่ได้รับค่าตอบแทน มักมาจากค่าบริการ ค่าจ้าง หรือค่าคอมมิชชั่น เป็นต้น โดยจะถูกระบุภายในเอกสารการแจ้งหนี้หรือ Invoice ซึ่งอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะขึ้นอยู่กับประเภทของบริการ ประมาณ 3% ถึง 15% ขึ้นอยู่กับประเภทของบริการ

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าหรือบริการ โดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้เสีย Vat สำหรับอัตราภาษีในปัจจุบันอยู่ที่ 7% ผู้ประกอบการจะต้องเรียกเก็บ Vat จากลูกค้าและนำส่งให้กับกรมสรรพากร เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกเรียกปรับย้อนหลัง

4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นประเภทของภาษีที่ถูกออกแบบมาสำหรับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจโรงภาพยนตร์ หรือธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยอัตราภาษีและวิธีการคำนวณที่แตกต่างกันไป เราควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขในการเสียภาษีสำหรับธุรกิจเฉพาะให้ชัดเจน

5. อากรแสตมป์

อากรแสตมป์ คือภาษีที่เรียกเก็บจากเอกสารทางการต่าง ๆ เช่น สัญญา ข้อตกลง ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารทางธุรกิจอื่น ๆ โดยผู้ที่ทำเอกสารเหล่านี้จะต้องติดแสตมป์ซึ่งมีมูลค่าตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการยืนยันว่าได้ชำระภาษีแล้ว

6. ภาษีบำรุงท้องที่

ภาษีบำรุงท้องที่ คือภาษีที่เรียกเก็บจากประชาชนหรือธุรกิจในพื้นที่ เพื่อใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภคและบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น การสร้างถนน การปรับปรุงสถานที่สาธารณะ การจัดการขยะ และการให้บริการด้านสุขภาพ

7. ภาษีป้าย

ภาษีป้าย คือภาษีที่เรียกเก็บจากการติดตั้งหรือใช้ป้ายโฆษณา ป้ายแสดงชื่อร้านค้า หรือป้ายประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งมีการกำหนดอัตราภาษีตามขนาดและประเภทของป้าย โดยมีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการใช้พื้นที่สาธารณะและสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในชุมชน

การลดหย่อนภาษีผู้ประกอบการมีอะไรบ้าง

การลดหย่อนภาษีผู้ประกอบการมีอะไรบ้าง
  • การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล : ธุรกิจ SMEs ที่จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก นอกจากนี้ยังได้รับการลดหย่อนอัตราภาษีเป็น 15% สำหรับกำไรสุทธิที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมถึงยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี มาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยมีเงื่อนไขว่าต้องทำในระยะเวลา 5 รอบปีบัญชีต่อเนื่องกัน 
  • การหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม : ผู้ประกอบการ SMEs ที่จ้างผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) สามารถหักรายจ่ายได้เป็น 2 เท่า โดยมีเงื่อนไขว่าค่าจ้างจะต้องไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท และจำนวนผู้สูงอายุที่จ้างจะต้องไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายลดหย่อนภาษีได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่จริง 
  • การบริจาคเพื่อการกุศล : ธุรกิจ SMEs ที่บริจาคให้กับองค์กรหรือมูลนิธิ สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ โดยบริจาคให้กับกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นำมาหักรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนเงินที่บริจาค แต่ต้องไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่าย รวมถึงบริจาคให้กับสถาบันการศึกษา สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล

สรุป

ภาษีผู้ประกอบการนั้นมีหลายแบบ อีกทั้งการจ่ายภาษียังเป็นหน้าที่ที่คนไทยทุกคนต้องทำ สำหรับใครที่อยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับการจ่ายภาษีสำหรับผู้ประกอบการ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเพิ่มเติม แต่ถ้าอยากได้ตัวช่วยจัดการยอดโอนแบบอัตโนมัติ Thunder Solution นอกจากบริการบอทตรวจเช็กสลิปโอนเงินแล้ว เรายังมีระบบหลังบ้านที่ช่วยจัดการ รายรับให้อีกด้วย  ไม่ใช่แค่ระบบจัดการยอดโอนธรรมดา แต่เป็นโซลูชันที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ฟังก์ชันรายงานข้อมูลเป็น Excel สามารถดึงข้อมูลได้ทันที ได้ทั้งบริการตรวจสลิปโอนเงิน ที่ช่วยตรวจสอบสลิปปลอม พร้อมทั้งระบบจัดการหลังบ้าน เพื่อให้ง่ายต่อผู้ประกอบการในการยื่นภาษีได้อีกด้วย

เปิด 4 วิธีหาไอเดียทำธุรกิจ เพื่อเป็นนายตัวเอง

เทรนด์การทำธุรกิจส่วนตัวหรือเป็นนายจ้างตัวเอง (Self Employee) ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย เพราะการทำงานประจำอย่างเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์ทั้งรายได้และเวลา ทำให้หลายคนตัดสินใจออกจากงาน และมองหาไอเดียทำธุรกิจ ที่ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจะมาแนะนำ 4 วิธีหาไอเดียทำธุรกิจ ที่จะช่วยให้คุณก้าวเข้าสู่โลกของการเป็นเจ้าของธุรกิจได้อย่างมั่นใจ รวยโดยไม่รู้ตัว!

1. ต่อยอดจากสิ่งที่ถนัด

การหาไอเดียทำธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องมาจากไอเดียที่ซับซ้อนหรือแปลกใหม่เสมอไป บางครั้งการต่อยอดจากสิ่งที่คุณถนัดหรือสนใจสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทักษะการทำอาหาร ที่คุณสามารถถ่ายคลิปวิดีโอทำอาหารลง Youtube หรือ Tiktok, ทักษะการออกแบบกราฟิก, ทักษะการเขียนบทความหรือบล็อก, ทักษะการตลาดและการขาย เพื่อเปิดธุรกิจออนไลน์ เช่น อีคอมเมิร์ซ หรือแบรนด์เสื้อผ้าตัวเอง, ทักษะด้านเทคโนโลยีทั้งการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์, หรือขายสินค้าทำมือ เป็นต้น 

2. ขายของออนไลน์

ขายของออนไลน์

ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่เหมาะสมในการขายสินค้า ทั้ง Shopee, Lazada รวมถึงการเปิดช่องทางบนเว็บไซต์ส่วนตัวและช่องทาง Social Media ต่าง ๆ โดยสิ่งสำคัญในการขายของออนไลน์ คือการทำการตลาดให้กับสินค้าของคุณ ผ่านการลงโฆษณาและโปรโมทสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Ads หรือ Instagram Ads รวมถึงเขียนบทความหรือทำวิดีโอเกี่ยวกับสินค้าของคุณเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และมอบส่วนลดหรือโปรโมชั่นพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ จะช่วยทำให้แบรนด์หรือร้านค้าของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น

3. ทำธุรกิจแฟรนไชส์

การทำธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) เป็นหนึ่งในวิธีที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนายตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเริ่มต้นจากศูนย์ การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ช่วยให้คุณสามารถใช้แบรนด์ที่มีชื่อเสียงและระบบการดำเนินงานที่ถูกพัฒนามาแล้ว ซึ่งเราควรเริ่มต้นจากการค้นหา เพื่อดูว่าธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ผลประกอบการเท่าไหร่ จากนั้นให้ดูสินค้าและบริการ พร้อมเลือกสถานที่ในการทำธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ไม่เกินงบประมาณของตัวเอง ถือเป็นไอเดียทำธุรกิจที่ไม่ยาก เหมาะสำหรับมือใหม่ 

4. หาไอเดียจากปัญหาที่เจอ

หาไอเดียจากปัญหาที่เจอ

สิ่งสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ คือการดูว่าลูกค้าของตัวเองมีปัญหา (Pain Point) ในจุดไหน เพื่อนำมาต่อยอดเป็นไอเดียทำธุรกิจที่เน้นการช่วยแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบริการจัดส่งสินค้า การให้คำปรึกษาด้านการเทรนนิ่งหรือลดน้ำหนัก ที่ปรึกษาด้านการเงินหรือการลงทุน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น

สรุป

จากที่เราได้กล่าวไปเป็นเพียง 4 วิธีหาไอเดียทำธุรกิจเบื้องต้น สำหรับคนที่อยากเป็นนายตัวเอง หากเริ่มต้นทำธุรกิจแล้ว อย่าลืมทดลองใช้บริการตรวจสลิปโอนเงินจาก Thunder Solution บริการ API ที่ช่วยตรวจสอบสลิปปลอม ช่วยให้คุณสามารถทำธุรกิจได้ราบรื่น สามารถเริ่มต้นชีวิตการเป็นเจ้านายตัวเองได้ไม่ยาก

อยากเพิ่มยอดขาย ต้องมีกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่ดี

สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจออนไลน์ที่หลายคนมักลืม คือการมีกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่ดี เพราะการวางแผนกลยุทธ์การขายออนไลน์ ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าและเหมาะสำหรับธุรกิจของคุณ จะช่วยสร้างยอดขายและผลักดันให้ธุรกิจของคุณเติบโตมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจะพูดถึง 7 กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์คืออะไร

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ (Online Marketing Strategy) หมายถึง การวางแผนธุรกิจและเครื่องมือที่ธุรกิจใช้ในการโปรโมทผลิตภัณฑ์ หรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าถึงลูกค้า เพิ่มยอดขาย และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เหมาะสำหรับผู้ที่อยากขายสินค้าออนไลน์และเข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็ว 

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์แตกต่างจาก Digital Marketing อย่างไร

เมื่อเข้าใจถึงความหมายของกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์กันบ้างแล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วการทำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ จะแตกต่างกับการทำ Digital Marketing อย่างไร? ดูความแตกต่างได้ดังนี้

  • กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ : มักจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ใช้งานช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เช่น ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ เน้นใช้ช่องทางออนไลน์เฉพาะ เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และอีเมล รวมถึงเน้นไปที่การใช้เครื่องมือและวิธีการเฉพาะ เช่น การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่า (Value Content), การทำ SEO, และการโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Ads)
  • Digital Marketing : จะมีการทำการตลาดดิจิทัลที่กว้างกว่า ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชันมือถือ หรือแม้กระทั่งโฆษณาในเกมออนไลน์ อีกทั้งยังเน้นการเข้าถึง (Brand Awareness) กลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายมากกว่าแบบแรก เน้นการใช้เครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Google Analytics, การทำ PPC, การทำ Affiliate Marketing และอื่น ๆ 

เรียนรู้ 7 กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ เพื่อทำยอดขายให้ปัง

เรียนรู้ 7 กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ เพื่อทำยอดขายให้ปัง

อย่างที่เรารู้กันดีว่าการทำธุรกิจในยุคดิจิทัลต้องเน้นเป้าหมายไปที่การวางแผน กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในอนาคต เรามาดู 7 กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้คุณนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์การขายออนไลน์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

1. เริ่มต้นทำ SEO

การทำ SEO (Search Engine Optimization) เป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหาของ Google และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ ที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการที่คุณเสนอ เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ หรือเน้นการเพิ่มยอด Website Traffic แต่อาจจะต้องทำ Google Ads หรือ SEM ควบคู่กัน หากต้องการเพิ่มยอดขาย

2. เพิ่ม SEM

ถัดมาคือการทำ SEM (Search Engine Marketing) เครื่องมือสำคัญในการเพิ่มยอดขายและสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กับธุรกิจของคุณ โดย SEM จะเป็นการสร้างแคมเปญโฆษณา เพื่อโปรโมทเว็บไซต์ผ่านเครื่องมือค้นหา เน้นให้เว็บไซต์ปรากฏในตำแหน่งที่สูงขึ้นในผลการค้นหา ซึ่งรวมถึงการใช้โฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก (PPC) สำหรับ Google Ads อีกทั้งการทำ SEM จะช่วยเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์และสร้างโอกาสในการขาย

3. ทำการตลาดผ่าน Social Media

 โซเชียลมีเดีย (Social Media) เหมาะสำหรับธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ โดยการเลือกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำกลยุทธ์ขายของออนไลน์ ผ่านช่องทาง Facebook, Instagram, Tiktok, Youtube เป็นต้น 

4. เลือกใช้ Online Influencer

Influencer Marketing เป็นการกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ไวยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันจะมีทั้ง Micro Influencer, Macro Influencer, หรือ Celebrity Influencer เป็นต้น โดย Influencer ทั้งสามกลุ่มนี้ จะมีจำนวนและฐานแฟนคลับที่แตกต่างกัน เราควรวางแผนการทำแคมเปญการตลาด จากนั้นค่อยเลือก Influencer ที่มีเนื้อหาตรงกับแบรนด์ของตัวเอง 

5. ผลิต Content ที่ตอบโจทย์

การสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า (Content Marketing) ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณ โดยเนื้อหาที่ดีไม่เพียงแต่ดึงดูดความสนใจจากผู้ชม แต่ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและช่วยให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จัก เราสามารถเริ่มต้นจากการทำคอนเทนต์ประเภท Story-telling, Indirect Sale content, Direct Sale content, Trending Content เป็นต้น

6. มีช่วงเวลาการโพสต์ที่ดี

นอกจากการสร้างเนื้อหาที่ดีแล้ว เรายังต้องคำนึงถึงช่วงเวลาการโพสต์ที่เหมาะสมด้วย ซึ่งการเลือกช่วงเวลาที่ถูกต้องในการโพสต์ จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ชม สำหรับการวิเคราะห์ช่วงเวลาในการโพสต์นั้น ทำได้จากการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ และติดตามผลลัพธ์สักระยะ จะช่วยให้คอนเทนต์ของคุณถูกมองเห็นอย่างรวดเร็ว

7. การทำคลิป Reels และ TikTok

การทำคลิป Reels และ TikTok

การสร้างคอนเทนต์ด้วยวิดีโอสั้น (Short Video) ด้วยการทำคลิป Reels บน Instagram และ TikTok กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การสร้างเนื้อหาวิดีโอสั้น ๆ ที่น่าสนใจ จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงและสร้างยอดขายให้กับธุรกิจของคุณได้

สรุป

นอกจาก 7 กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่แนะนำเบื้องต้นแล้ว สิ่งสำคัญคือการติดตามผลลัพธ์จากแคมเปญ จะช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงกลยุทธ์ธุรกิจได้อย่างถูกต้อง แต่มีกลยุทธ์ดีๆแล้วอย่าลืมเลือกเครื่องมือหรือเทคโนโลยี อย่างบริการตรวจสลิปโอนเงิน ผู้ช่วยสำหรับนักธุรกิจออนไลน์จาก Thunder Solution มีเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจสอบสลิปปลอม ป้องกันการถูกหลอกโอนเงินจากมิจฉาชีพได้ดีที่สุด

แม่ค้าออนไลน์ต้องฟัง ขายของ Shopee Lazada มีขั้นตอนอย่างไร

ยุคนี้มองไปทางไหน ก็เจอพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์กันเยอะแยะ เพราะในปัจจุบัน การขายของออนไลน์กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Shopee และ Lazada ที่มีผู้ใช้จำนวนมาก เพราะทั้งสะดวกและสินค้าให้เลือกมากมาย อีกทั้งค่าจัดส่งยังสมเหตุสมผล ไม่มีค่าธรรมเนียม สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดขายของ Shopee หรือขายของใน Lazada แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง? มาดูไปพร้อมกัน 

ชวนรู้จัก Shopee Lazada Marketplace Platform ยอดฮิต

Shopee และ Lazada ถือเป็นสองแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ที่มีผู้ใช้จำนวนมากและเป็นที่รู้จักในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยฟีเจอร์ที่หลากหลายและการสนับสนุนจากทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ทำให้ทั้งสองแพลตฟอร์มนี้กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ สำหรับความแตกต่างของการลงขายของ Shopee และขายของใน Lazada มีข้อแตกต่างกันดังนี้ 

  • Shopee: มุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สนุกสนาน โดยมีฟีเจอร์เกมมิ่งและโปรโมชั่นต่างๆ ที่ดึงดูดลูกค้า เช่น การสะสมคะแนน, การจัดกิจกรรม Flash Sale และโปรโมชั่นพิเศษในวันหยุด
  • Lazada: เน้นไปที่การให้บริการที่มีคุณภาพสูง โดยมีระบบจัดส่งที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ รวมถึงการเสนอสินค้าหลากหลายประเภทจากแบรนด์ชั้นนำ

วิธีเริ่มต้นขายของใน Lazada และ Shopee

วิธีเริ่มต้นขายของใน Lazada และ Shopee

วิธีเริ่มต้นขายของใน Lazada และ Shopee ขายของสำหรับมือใหม่ ช่วยให้คุณเข้าใจครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเปิดร้านจนถึงการจัดส่ง สามารถเริ่มต้นทำธุรกิจบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ด้วยตัวเองง่าย ๆ หากคุณเป็นแม่ค้าออนไลน์ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจของคุณในสองแพลตฟอร์มนี้ นี่คือขั้นตอนที่ทุกคนควรรู้

1.  ลงทะเบียน

เริ่มต้นด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Lazada หรือ Shopee หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ เพื่อทำการสมัครสมาชิกโดยกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น อีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ จากนั้นให้เราไปที่เมนู “เริ่มขาย” หรือ “Seller Center” เพื่อเปิดร้านค้าออนไลน์ของคุณ พร้อมตั้งชื่อของร้านค้าและเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับร้านค้า (Shop) ให้น่าสนใจ รวมถึงผูกบัญชีธนาคารเข้ากับร้านค้าของตัวเอง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นในการลงทะเบียน 

2. ลงสินค้า

เมื่อเราลงทะเบียนการเปิดร้านค้าเรียบร้อยแล้ว มาถึงขั้นตอนต่อไป คือการลงสินค้าเพื่อขายของ Shopee และ Lazada เริ่มต้นจากการใช้ภาพถ่ายที่ชัดเจนและมีคุณภาพสูง เพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งเราควรถ่ายภาพหลายมุมเพื่อให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดสินค้า จากนั้นกรอกรายละเอียดสินค้า ไม่ว่าจะเป็นชื่อสินค้า, หมวดหมู่, ราคา, จำนวนในสต๊อก และรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า เช่น ขนาด, สี, และวัสดุ เป็นต้น 

อย่าลืมการตั้งค่าการจัดส่ง เช่น Standard Delivery หรือ Express Delivery โดยต้องกรอกข้อมูลน้ำหนักและขนาดของพัสดุ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกประเภทการจัดส่งและราคาที่เหมาะสมกับสินค้าได้

3. ทำการโปรโมท

การทำการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เราสามารถเข้าร่วมแคมเปญขายของใน Lazada และ Shopee ซึ่งทั้งสองแพลตฟอร์มนี้จะมีฟีเจอร์โปรโมชั่นที่ช่วยดึงดูดลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น โค้ดส่วนลด 7.7 หรือการจัดส่งฟรี จะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาตอบโจทย์มากขึ้น นอกจากนี้ การสร้างคอนเทนต์ใน Social Media หรือการ Live สินค้า ก็จะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก และเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี

เปิดข้อดี-ข้อเสียของการลงขายของ shopee

  • การแข่งขันสูง : ด้วยจำนวนผู้ขายที่มากมาย การแข่งขันในการตั้งราคาและคุณภาพสินค้าจึงสูงมาก ผู้ขายใหม่อาจพบว่าการแย่งชิงลูกค้าเป็นเรื่องยาก ค่าธรรมเนียมการขาย แม้ว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการเปิดร้าน แต่ผู้ขายต้องจ่าย
  • ค่าธรรมเนียมในการขาย : ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 3-5% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมการชำระเงินเพิ่มเติมอีกด้วย 
  • ต้องเข้าร่วมโปรโมชั่น : เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ผู้ขายมักจะต้องเข้าร่วมโปรโมชั่นต่างๆ ที่ Shopee จัดขึ้น ซึ่งอาจทำให้กำไรลดลง เนื่องจากต้องลดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้า 
  • สร้างแบรนด์ได้ยาก : เนื่องจากลูกค้าจำร้านค้าได้ยาก เพราะมีสินค้าหลายร้านที่คล้ายกัน ทำให้ผู้ขายไม่สามารถสร้างแบรนด์หรือความภักดีจากลูกค้าได้ง่ายนัก 
  • ความเสี่ยงจากนโยบายของ Shopee : นโยบายและค่าธรรมเนียมของ Shopee อาจมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและกำไรของผู้ขายในระยะยาว

ขายของใน Market Place Platform เสียค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง

ขายของใน Market Place Platform เสียค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง

ค่าธรรมเนียม (Commission Fee) การขายของ Shopee จะอยู่ที่ประมาณ 3-5% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ขาย โดยค่าธรรมเนียมนี้จะถูกหักจากยอดขาย ก่อนที่ระบบจะโอนเงินให้ผู้ขาย ในส่วนของการขายของใน Lazada มีค่าธรรมเนียมการขายที่แตกต่างกันไปตามหมวดหมู่สินค้า โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 1-5% 

สำหรับค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Processing Fee) ของทั้งสองแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada จะขึ้นอยู่กับโปรโมชั่น โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไปตามวิธีการชำระเงิน เช่น บัตรเครดิต, โอนเงินผ่านธนาคาร หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ 

นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมการจัดส่ง (Shipping Fee) สำหรับ Shopee หากมีโปรโมชั่นจัดส่งฟรีในบางกรณี แต่หากไม่มีโปรโมชั่น ค่าจัดส่งจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักและขนาดของพัสดุ ในส่วนของ Lazada จะมีบริการจัดส่งที่เรียกว่า Lazada Express ซึ่งมีค่าจัดส่งตามน้ำหนักและระยะทาง โดยผู้ขายสามารถเลือกที่จะรับผิดชอบค่าจัดส่งหรือให้ลูกค้าเป็นผู้จ่าย

สรุป

การขายของผ่านแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada มีข้อดีด้านความปลอดภัยในการทำธุรกรรม เนื่องจากระบบจะจัดการเรื่องการชำระเงินให้โดยอัตโนมัติ ผู้ขายไม่ต้องกังวลเรื่องการตรวจสอบสลิปโอนเงินหรือการถูกโกง เพราะเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีหลังจากลูกค้าได้รับสินค้าและยืนยันการรับสินค้าเรียบร้อยแล้ว

สำหรับร้านค้าออนไลน์หรือพ่อค้าแม่ค้าที่รับการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารโดยตรง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบการโอนเงิน โดยเฉพาะปัญหาสลิปปลอมที่อาจทำให้สูญเสียรายได้ แนะนำให้ใช้บริการตรวจสลิปโอนเงินจาก Thunder Solution ซึ่งเป็นบริการ API ที่ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของสลิปโอนเงิน ช่วยให้การทำธุรกิจออนไลน์ปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการถูกโกง

รวมช่องทางชำระเงิน (Payment Gateway) วิธีเพิ่มยอดขายสำหรับแม่ค้า

สมัยนี้ สังคมไทยแทบจะกลายเป็นยุคแห่งสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เพราะไม่ว่าเราจะอยากซื้ออะไร หรือใช้บริการจากร้านไหน ก็สามารถชำระเงินผ่านสมาร์ตโฟนได้เลย โดยช่องทางการชำระเงินนี้ เรียกว่า “บริการชำระเงินออนไลน์” (Payment Gateway) ถือเป็นช่องทางการชำระเงินที่สะดวกสบาย ใครที่เป็นแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องการเพิ่มยอดขายและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า มาทำความรู้จักกับรูปแบบต่าง ๆ ของ Payment Gateway ที่แม่ค้าควรมี เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้าหรือธุรกิจของตัวเองได้ในอนาคต

Payment Gateway คืออะไร

เป็นตัวกลางในการประมวลผลการชำระเงินออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยมีบทบาทสำคัญในการทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินPayment Gateway หรือ “เกตเวย์การชำระเงิน” คือระบบที่ทำหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของร้านค้าออนไลน์กับระบบธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยเมื่อผู้ใช้ทำการสั่งซื้อสินค้าและเลือกวิธีการชำระเงิน ระบบจะส่งข้อมูลการชำระเงินไปยังธนาคาร เพื่อทำการตรวจสอบและอนุมัติธุรกรรม

รูปแบบ Payment Gateway ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

รูปแบบ Payment Gateway ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

สำหรับรูปแบบ Payment Gateway ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน นั้นมีหลากหลายประเภท เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการช่องทางการชำระเงินได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยมากกว่าการชำระเงินแบบดั้งเดิม สำหรับใครที่อยากรู้ว่ารูปแบบ Payment Gateway มีอะไรบ้าง? ดูตามข้อมูลด้านล่างได้เลย

โอนเงิน 

การโอนเงิน เป็นช่องทางการชำระเงินที่รวดเร็วและสะดวกสบาย โดยการโอนเงินมีหลายรูปแบบ สามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ทั้งการโอนเงินผ่านธนาคารด้วย Mobile banking รวมไปถึงการโอนเงินผ่านบริการออนไลน์ด้วย Paypal, TransferWise, Western Union ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายและชำระเงินได้ทั่วโลก เพียงแต่ต้องระวังเรื่องใบเสร็จปลอม หากไม่ได้ใช้บริการตรวจสลิปโอนเงินที่ช่วยตรวจสอบใบเสร็จ

เงินสด

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่หลายคนยังคงสะดวกกับการชำระเงินด้วยเงินสด เนื่องจากยังคงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในหลายธุรกิจ เหมาะธุรกิจที่มีลูกค้าหรือผู้บริโภคที่ไม่สะดวกในการใช้บริการออนไลน์ ช่วยให้ท่านได้รับเงินทันที โดยไม่ต้องไปถอนจากธนาคารหรือตู้ ATM เพียงแต่ต้องเตรียมเงินทอนให้พร้อม

บัตรเครดิต เดบิต

การชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในธุรกิจออนไลน์ ลูกค้าสามารถทำการชำระเงินได้ทันที โดยไม่ต้องมีเงินสดในมือ Payment Gateway จะทำการตรวจสอบและอนุมัติการชำระเงินอย่างรวดเร็ว ทำให้ประสบการณ์การซื้อขายเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ เราอาจจะต้องระวังเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต และการใช้งานในช่วงสิ้นเดือนหรือวันที่ 1 ของทุกเดือน เพราะระบบช่องทางการชำระเงินมักจะล่ม

พร้อมเพย์

มาต่อกับ Payment Gateway ในข้อต่อมา หลายคนน่าจะคุ้นเคยดีกับ “การโอนเงินผ่านพร้อมเพย์” (PromptPay) เป็นบริการที่รัฐบาลไทยสนับสนุน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถโอนเงินหรือชำระเงินผ่านหมายเลขโทรศัพท์มือถือหรือเลขประจำตัวประชาชนได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ การใช้งานพร้อมเพย์ไม่ต้องมีค่าธรรมเนียมในการโอนภายในประเทศ สามารถโอนเงินผ่าน QR Code เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง

เก็บเงินปลายทาง

การเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery – COD) เป็นรูปแบบ Payment Gateway ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ซึ่งการเลือกใช้วิธีนี้สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ลดความเสี่ยงในการซื้อสินค้าที่อาจไม่ตรงตามความคาดหวัง

ช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร

ช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร

การมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร? เราลองมาดูประโยชน์และข้อดีของการมี Payment Gateway ที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • ตอบสนองความต้องการของลูกค้า : การมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น บัตรเครดิต, พร้อมเพย์, กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์, และการเก็บเงินปลายทาง จะช่วยให้ลูกค้าเลือกวิธีที่สะดวกได้
  • ลดอัตราการยกเลิกสั่งสินค้า : เมื่อผู้ใช้เข้าสู่ขั้นตอนการชำระเงิน หากพบว่ามีช่องทางการชำระเงินที่ไม่สะดวกหรือไม่ตรงตามความต้องการ อาจทำให้เกิดการละทิ้งรถเข็น (Cart Abandonment) ได้ 
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า : ลูกค้าจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการทำธุรกรรมออนไลน์ การสร้างความเชื่อมั่นนี้เป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า รวมถึงทำให้กลับมาซื้อซ้ำในอนาคต
  • ลดความเสี่ยงจากปัญหาทางการเงิน : เมื่อธุรกิจมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย จะช่วยกระจายความเสี่ยงด้านการทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น หากเกิดปัญหากับระบบหนึ่ง ระบบอื่นก็ยังสามารถทำงานได้ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น

สรุป

นอกจากข้อดีแล้ว ยังมีข้อควรระวังด้านการมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะในยุคที่มีมิจฉาชีพเยอะ โดยเราสามารถลองใช้บริการตรวจสลิปโอนเงินจาก Thunder Solution บริการ API ที่ช่วยตรวจสอบสลิปปลอม หมดปัญหาเรื่องสลิปปลอม เหมาะสำหรับธุรกิจทุกรูปแบบที่ต้องการประหยัดเวลาจะเห็นได้ว่า การเลือกใช้ Payment Gateway ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และส่งผลดีต่อยอดขายของธุรกิจในระยะยาว ร้านค้าหรือธุรกิจไหนที่ยังไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล อย่าลืมเพิ่มช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย จะช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้สะดวกสบาย ดีต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจตัวเอง

ขายของไม่แจ้งราคา ผิดไหม การกระทำแบบไหนบ้างที่ผิด

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การขายของออนไลน์ผ่าน Social Media เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ Tiktok มาแรง แต่การทำธุรกิจออนไลน์มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกฎหมายที่ผู้ประกอบการจะต้องทำตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและโทษปรับ เราจะมาเจาะลึกถึงกฎหมายขายของออนไลน์ที่ผู้ประกอบการควรรู้ รวมถึงโทษปรับที่อาจเกิดขึ้นได้

ขายของออนไลน์ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม

ขายของออนไลน์ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม? แน่นอน ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าออนไลน์ต้องจดทะเบียนขายของออนไลน์ หรือจดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการค้าพาณิชย์ เพื่อดำเนินธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และทำให้ลูกค้ามั่นใจในการซื้อสินค้ามากขึ้น 

จดทะเบียนขายของออนไลน์ ต้องทำอย่างไร 

ก่อนทำการจดทะเบียนขายของออนไลน์ ผู้ประกอบการควรเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น บัตรประชาชนหรือเอกสารแสดงตัวตนของผู้ประกอบการ, ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ เช่น ชื่อร้านค้า ประเภทสินค้า และสถานที่ตั้ง นอกจากนี้ยังอาจต้องมีเอกสารเพิ่มเติมตามที่หน่วยงานกำหนด รวมถึงเลือกช่องทางการจดทะเบียน ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดหรือเขต หรือจดทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จากนั้นเราสามารถชำระค่าธรรมเนียม และรอการอนุมัติการจดทะเบียนได้เลย

ขายของไม่แจ้งราคา ผิดกฎหมายไหม

ขายของไม่แจ้งราคา ผิดกฎหมายไหม

รู้ไหม? ขายของไม่แจ้งราคา ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 การขายสินค้าหรือบริการโดยไม่แสดงราคาอย่างชัดเจนถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งร้านค้าจะต้องระบุราคาสินค้าให้ชัดเจนในทุกช่องทางการขาย เช่น เว็บไซต์, Facebook, หรือ Instagram หากไม่ทำเช่นนั้นอาจถูกลงโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ร้านค้าหรือแบรนด์จึงควรระบุราคาให้จัดเจน งดแจ้งผ่าน Inbox

5 กฎหมายขายของออนไลน์ที่ต้องรู้เพิ่ม 

มาทำความรู้จักกับ 5 กฎหมายขายของออนไลน์ที่ต้องรู้ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างถูกต้อง และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปรับย้อนหลังหรือถูกดำเนินคดีในอนาคตได้

1. โฆษณาเกินจริงให้กับผู้บริโภค

พระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นกฎหมายขายของออนไลน์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของผู้บริโภค ห้ามโฆษณาที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับสินค้า เพราะถ้าหากมีการโฆษณาเกินจริง อาจถูกลงโทษตามกฎหมาย หรือถูกสั่งปรับได้ โดยเฉพาะสินค้าและบริการด้านความงาม

2. ขายของละเมิดลิขสิทธิ์

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ เป็นกฎหมายขายของออนไลน์ที่คุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ในการผลิตและจำหน่ายผลงาน เช่น หนังสือ เพลง ภาพยนตร์ และซอฟต์แวร์ หากผู้ประกอบการขายสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น สินค้าปลอม หรือสินค้าที่ใช้ภาพหรือเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งอาจรวมถึงการปรับและการฟ้องร้องทางแพ่ง

3. จงใจตัดราคาหรือเพิ่มราคาเกินควร

รู้ไหม? การใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาสินค้า เช่น การโฆษณาว่าสินค้าราคาถูกแต่จริง ๆ แล้วมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงหรือมีการปรับราคาเพิ่มในภายหลัง ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องและค่าปรับ รวมถึงผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค

4. ขายอาหารออนไลน์โดยไม่มีใบอนุญาต

ขายอาหารออนไลน์โดยไม่มีใบอนุญาต

การขายอาหารออนไลน์ในประเทศไทยจำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารที่ขายมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค การไม่มีใบอนุญาตในการขายอาหารอาจถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย รวมถึงมีการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของอาหารที่ขาย โดยควรปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานด้านสุขอนามัย

5. เจตนาไม่ยื่นแบบแสดงรายได้ 

ตามกฎหมายภาษีอากร ผู้ประกอบการที่ขายของออนไลน์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายได้และชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่ทำการแสดงรายได้หรือหลีกเลี่ยงการชำระภาษี อาจถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลให้ถูกลงโทษตามกฎหมายภาษี ถ้าหากผู้ประกอบการมีเจตนาไม่ยื่นแบบแสดงรายได้ อาจถูกลงโทษปรับตามที่กรมสรรพากรกำหนด โดยอาจมีโทษปรับสูงถึง 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับจาก 5 กฎหมายขายของออนไลน์ที่เราแนะนำไปเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าโทษและผลเสียที่ตามมานั้นไม่เบาเลย คุณจึงควรดำเนินธุรกิจภายใต้การควบคุมของกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสมอ หรือลองใช้ระบบตรวจสอบสลิปโอนเงินจาก Thunder Solution เพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการยื่นภาษี หรือใช้เป็นข้อมูลประกอบการจดทะเบียนออนไลน์ จะช่วยให้คุณสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้อง มั่นคง และไม่เสี่ยงต่อการถูกปรับหรือดำเนินกฎหมายย้อนหลังแน่นอน

Customer Centric คืออะไร ทำไมต้องให้ความสำคัญ

ธุรกิจใหม่เกิดขึ้นมากมาย การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้! นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจท่านใดที่เคยได้ยินคำว่า Customer Centric อาจจะอยากรู้จักถึงความหมายและแนวคิดของกลยุทธ์นี้กันมากยิ่งขึ้น เรามาดูกันว่า Customer Centric คืออะไร เป็นการทำให้ลูกค้าคือพระเจ้าหรือเปล่า

Customer Centric คืออะไร

Customer Centric คือการมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่มีเป้าหมายหลักคือการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยการเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการ ความคาดหวัง และพฤติกรรมของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง โดยแนวทางนี้ไม่ได้หมายถึงลูกค้าคือพระเจ้า แต่หมายถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีในทุก Touchpoint ของลูกค้า ตั้งแต่ค้นหาข้อมูล การสั่งซื้อ บริการหลังการขาย และอื่น ๆ

แนวทาง Customer Centric มีข้อดีอย่างไร

แนวทาง Customer Centric มีข้อดีอย่างไร

 การนำแนวทาง Customer Centric หรือการมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมาใช้ในธุรกิจ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า แต่ยังส่งผลดีต่อองค์กรในหลายด้าน โดยประโยชน์ของการนำแนวทาง Customer Centric มาใช้เป็นกลยุทธ์สำหรับธุรกิจ มีข้อดีดังนี้

1. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์

 เมื่อแบรนด์แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการดูแลลูกค้าและตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขา จะช่วยสร้างความไว้วางใจในแบรนด์ ความไว้วางใจนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์นั้น ๆ แทนที่จะเลือกคู่แข่ง เนื่องจากแบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดีและบริการที่ตอบโจทย์มากกว่า อีกทั้งการจัดการกับปัญหาหรือข้อร้องเรียนของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า

2. สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า 

 การแนวทางการนำ Customer Focus มาปรับใช้ในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และนโยบายต่าง ๆ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ทำให้ลูกค้ามักจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากำลังซื้อ และสามารถตัดสินใจซื้อได้อย่างไม่ลังเล 

3. เพิ่มโอกาสในการเติบโต

 การทำความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าจะช่วยให้องค์กรสามารถค้นพบโอกาสใหม่ ๆ ในตลาด เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือบริการเสริมที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางในการทำกำไรและขยายตลาดได้มากขึ้น แบรนด์ควรนำแนวทาง Customer Focus มาปรับใช้ด้วย

4. ลดต้นทุนค่าโฆษณา

 การทำความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า จะช่วยให้องค์กรค้นพบโอกาสลูกค้าที่พึงพอใจ มักจะแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการให้กับเพื่อนและครอบครัว ถือเป็นวิธีการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูงและไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาใหม่ ๆ ในตลาด เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือบริการเสริมที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยเพิ่มช่องทางในการทำกำไรและขยายตลาดได้มากขึ้น อีกทั้งลดต้นทุนในการทำการตลาด

5. ช่วยทำให้ธุรกิจมั่นคง 

เมื่อแบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้แล้ว จะทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการโฆษณาหรือการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ ลูกค้าที่พึงพอใจจะกลายเป็นผู้เผยแพร่แบรนด์โดยอัตโนมัติ ทำให้ลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสในการเติบโตให้ธุรกิจได้อย่างมั่นคง

เจาะลึกกลยุทธ์ Consumer 3 F เพื่อพิชิตใจลูกค้า

เจาะลึกกลยุทธ์ Consumer 3 F เพื่อพิชิตใจลูกค้า

สำหรับกลยุทธ์ Consumer 3 F เพื่อพิชิตใจลูกค้า ประกอบด้วย 3 ประกอบหลักที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและทำให้ลูกค้ารู้สึกพึงพอใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

  •  Focus (มุ่งเน้น): ทำการรีเสิร์ชเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า และใช้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า โดยเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีใน Touchpoint ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์
  • Feel (รู้สึก): รับฟังความคิดเห็นของลูกค้า ผ่านการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการให้มีคุณภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น
  • Follow (ติดตาม): ใช้ระบบ CRM (Customer Relationship Management) เพื่อติดตามประวัติการซื้อและความคิดเห็นของลูกค้า

ใครที่อยากสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ธุรกิจและอยากนำแนวทาง Customer Centric ไปปรับใช้กับกลยุทธ์ของธุรกิจตนเอง สามารถนำแนวทางและคำแนะนำต่าง ๆ ที่เราได้บอกไว้ไปลองใช้ดูได้ นอกจากนี้ เรายังมีระบบตรวจสอบสลิปโอนเงินที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการและตรวจสอบสลิปโอนเงินได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

รวม 4 วิธีแก้ปัญหาลูกค้าซื้อของแล้วไม่โอนเงิน

การทำธุรกิจออนไลน์ในยุคปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเผชิญ หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยคือ “ลูกค้าซื้อของแล้วไม่โอนเงิน” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและความมั่นคงของธุรกิจได้ ในบทความนี้เราจะมาดูวิธีแก้ปัญหานี้ ไปพร้อมกับแนวทางป้องกัน เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่น 

จะซื้อของแต่ไม่โอนเงิน ปัญหาธุรกิจที่ต้องรีบแก้

ปัญหาลูกค้าซื้อของแต่ไม่โอนเงิน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและสามารถส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและความมั่นคงทางการเงินของธุรกิจได้อย่างมาก ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุด้านความยุ่งยากในการชำระเงิน ความไม่มั่นใจในคุณภาพสินค้า สินค้ามีราคาแพง หรือเปลี่ยนใจ นอกจากจะทำให้ร้านค้าเสียโอกาสในการขายแล้ว ยังเสียเวลาในการรอคำสั่งซื้อและปิดยอดการขายด้วย

4 วิธีแก้ปัญหาลูกค้าซื้อของแต่ไม่โอนเงิน 

4 วิธีแก้ปัญหาลูกค้าซื้อของแต่ไม่โอนเงิน

การที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าและไม่โอนเงิน หากพบเจอบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้เกิดความรำคาญใจ แต่ยังเสียโอกาสในการขายอีกด้วย ถือเป็นปัญหาสำคัญที่เจ้าของธุรกิจอย่างเราควรรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน เรามี 4 วิธีแก้ปัญหาลูกค้าซื้อของแต่ไม่โอนเงิน เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่น มาดูกัน

1. กำหนดเวลาในการโอนเงิน 

การกำหนดเวลาในการโอนเงินเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาลูกค้าซื้อของแต่ไม่โอนเงิน โดยการสื่อสารกำหนดเวลาชัดเจน การใช้ระบบอัตโนมัติในการแจ้งเตือน การเสนอแรงจูงใจ แสดงข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า สามารถช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าทำการชำระเงินตามกำหนดได้

2. เสนอช่องทางรับชำระเงินที่หลากหลาย

หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดปัญหานี้คือการ เสนอช่องทางรับชำระเงินที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการโอนเงินผ่านธนาคาร การชำระผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต การใช้บริการชำระเงินออนไลน์ เช่น PayPal, Stripe หรือระบบการชำระเงินในประเทศ เช่น TrueMoney, Rabbit LINE Pay, PromptPay เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมให้แก่ลูกค้าที่ต้องการชำระเงิน

3. ส่งข้อความเตือนอย่างสุภาพ

เราควรส่งข้อความเตือนทันทีหลังจากที่ถึงกำหนดเวลาการชำระเงิน เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าการชำระเงินยังไม่ได้ดำเนินการ โดยเลือกกำหนดเวลาในการส่งข้อความแจ้งเตือนที่เหมาะสม รวมถึงเลือกใช้โทนเสียงสุภาพ ไม่ส่งบ่อยเกินไปจนกลายเป็นสแปม เพราะอาจทำให้ลูกค้าเกิดความรำคาญและบล็อกช่องทางการสื่อสารได้

4. ให้ลูกค้าวางมัดจำก่อน

สำหรับสินค้าที่มีราคาแพง หรือต้องสั่งแบบพรีออเดอร์จากต่างประเทศ เรา ควรกำหนดจำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 10-30% ของราคาสินค้า ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและราคาทั้งหมด โดยแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าการวางมัดจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียสำหรับธุรกิจ และจัดเตรียมสินค้าได้ดียิ่งขึ้น 

แนวทางป้องกันปัญหาซื้อของแล้วไม่โอนเงิน

แนวทางป้องกันปัญหาซื้อของแล้วไม่โอนเงิน

สำหรับใครที่กำลังมองหาแนวทางป้องกันปัญหาซื้อของแล้วไม่โอนเงิน เพื่อแก้ปัญหาที่ลูกค้าสั่งสินค้าแต่ไม่ยอมชำระเงิน เรามีคำแนะนำที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการและรับมือกับปัญหาด้านนี้ได้ดีขึ้น รับรองว่ายอดการขายสินค้าของคุณจะต้องเพิ่มสูงขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาหรือโอกาสในการขายสินค้าแน่นอน

มีบัญชีธนาคารรองรับครบทุกธนาคาร

การมีบัญชีธนาคารที่รองรับทุกธนาคารจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกวิธีการโอนเงินที่สะดวกที่สุดสำหรับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือธนาคารอื่น ๆ ซึ่งเมื่อมีบัญชีธนาคารหลายแห่ง ลูกค้าทำการโอนเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลา หรือยุ่งยากในการเปลี่ยนแปลงวิธีชำระเงิน 

นำระบบจัดการร้านค้าเข้ามาช่วย

รู้ไหม? การนำระบบจัดการร้านค้าเข้ามาช่วยเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการลดปัญหาต่าง ๆ ได้ ในปัจจุบันมีระบบจัดการร้านค้าที่มีฟังก์ชันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสถานะคำสั่งซื้อ การแจ้งเตือนอัตโนมัติ การจัดการข้อมูลลูกค้า การเสนอช่องทางชำระเงินที่หลากหลาย รวมถึงระบบตรวจสอบสลิปโอนเงินจาก Thunder Solution ล้วนแต่จะช่วยป้องกันการถูกโกง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาลูกค้าซื้อของไม่โอนเงินได้การที่ลูกค้าไม่ยอมโอนเงินหลังจากสั่งซื้อสินค้า ถือเป็นปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจออนไลน์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและความมั่นคงทางการเงินของธุรกิจได้อย่างมาก ดังนั้นการนำระบบจัดการร้านค้า เข้ามาช่วยสามารถเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการลดปัญหานี้ได้ เหมาะสำหรับธุรกิจทุกประเภท

ต้นทุนคงที่ คืออะไร ปรับลดได้อย่างไรบ้าง

นอกจากต้นทุนแฝงแล้ว ต้นทุนคงที่ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากอาจส่งผลต่อกำไรในระยะยาวได้ สำหรับใครที่อยากรู้ว่าต้นทุนคงที่ มีอะไรบ้าง และสามารถปรับลดต้นทุนคงที่ได้อย่างไร มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับต้นทุนคงที่กันดีกว่า เพื่อให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจสำหรับการทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ต้นทุนคงที่ คืออะไร

ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) เป็นต้นทุนที่ไม่ขึ้นกับปริมาณการผลิต โดยต้นทุนเหล่านี้จะยังคงอยู่ในระดับเดิมไม่ว่าธุรกิจจะผลิตหรือขายสินค้าจำนวนเท่าใด แตกต่างจากต้นทุนผันแปร (Variable Costs) ที่จะเปลี่ยนแปลงตามระดับการผลิต จึงทำให้ต้นทุนทั้งสองแบบต่างกัน แต่ก็ทำให้บริษัทขาดทุนได้เหมือนกัน

ต้นทุนคงที่ มีอะไรบ้าง

ต้นทุนคงที่ คืออะไร ปรับลดได้อย่างไรบ้าง

เมื่อเข้าใจคร่าว ๆ แล้วว่าต้นทุนคงที่เป็นอย่างไร ต่อมาเรามาดูกันดีกว่าว่าต้นทุนคงที่ มีอะไรบ้าง? เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจและวางแผนในการปรับลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เหมาะสำหรับคนที่อยากลดต้นทุนหรือกำลังทำบัญชีให้ธุรกิจของตัวเอง ซึ่งต้นทุนคงที่จะมีอะไรบ้าง สามารถดูได้ดังนี้

ค่าเช่าสถานที่

ค่าเช่าสถานที่ คือค่าใช้จ่ายที่ทุกธุรกิจต้องจ่ายให้กับเจ้าของสถานที่หรือผู้ให้เช่า เพื่อขอใช้พื้นที่ในการดำเนินงาน เช่น สำนักงาน โรงงาน หรือร้านค้า ค่าใช้จ่ายนี้จะต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือนตามสัญญาเช่า ไม่ว่าจะมีการผลิตหรือขายสินค้าหรือไม่ก็ตาม เราควรเลือกสถานที่ตั้งให้เหมาะสม และดูเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อประหยัดต้นทุนด้านนี้

ค่าจ้างพนักงาน

ค่าจ้างพนักงาน คือเงินที่บริษัทจ่ายให้กับพนักงานเพื่อแลกกับการทำงาน ซึ่งรวมถึงเงินเดือน ค่าล่วงเวลา โบนัส และสวัสดิการต่าง ๆ เช่น ประกันสุขภาพและเงินบำนาญ ค่าจ้างนี้ถือเป็นต้นทุนคงที่เนื่องจากบริษัทต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือนตามสัญญาจ้าง ถึงแม้ว่าจะดูเป็นก้อนใหญ่แต่สำคัญมากสำหรับธุรกิจทุกประเภท 

ค่าสาธารณูปโภค

ค่าสาธารณูปโภค (Utility Costs) หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้บริการพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานของธุรกิจ เช่น ค่าใช้จ่ายในการใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์สำนักงาน ค่าใช้จ่ายในการใช้น้ำสำหรับการทำความสะอาด การผลิต หรือกิจกรรมอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตซึ่งจำเป็นสำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร 

ค่าประกันภัย

ค่าประกันภัย (Insurance Costs) คือค่าใช้จ่ายที่ธุรกิจต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันภัยเพื่อปกป้องทรัพย์สิน เช่น อาคาร เครื่องจักร สินค้า และความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรืออุบัติเหตุ ค่าประกันภัยมักจะถูกกำหนดเป็นอัตราคงที่ตามประเภทของประกันและมูลค่าของทรัพย์สินที่ต้องการประกัน

ค่าเสื่อมของอุปกรณ์และเครื่องจักร

ค่าเสื่อมของอุปกรณ์และเครื่องจักร (Depreciation Costs) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการลดลงของมูลค่าทรัพย์สิน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน หรือรถยนต์ ซึ่งจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบการเงินในแต่ละปี โดยทั่วไปแล้ว ค่าเสื่อมจะถูกคำนวณตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้งานได้ (Useful Life) และวิธีการคิดค่าเสื่อม เช่น วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) หรือวิธีลดหย่อน (Declining Balance Method)

อยากลดต้นทุนคงที่ ต้องทำอย่างไร

อยากลดต้นทุนคงที่ ต้องทำอย่างไร

อยากลดต้นทุนคงที่ ต้องทำอย่างไร? การลดต้นทุนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อเพิ่มผลกำไรและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับองค์กร โดยต้นทุนคงที่มักจะไม่เปลี่ยนแปลงตามระดับการผลิตหรือการขาย ดังนั้นการลดต้นทุนเหล่านี้จึงสามารถช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลดต้นทุนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างมาก โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ซอฟต์แวร์บริหารจัดการทรัพยากร (ERP) ระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตจะช่วยลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Systems) เข้ามาใช้จะช่วยติดตามและควบคุมการใช้พลังงานในองค์กร รวมถึงระบบบริการตรวจสลิปโอนเงินที่ช่วยป้องกันการถูกโกง

ปรับรูปแบบการทำงาน

การเปลี่ยนไปใช้การทำงานจากระยะไกล (Remote Work) หรือการปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นระบบ Hybrid เพื่อผสมผสานทั้งการทำงานที่บ้านแบบ Work from Home และการทำงานแบบ On-Site จะช่วยลดต้นทุนด้านการเช่าออฟฟิศ รวมถึงลดเวลาในการเดินทางให้มีประสิทธิภาพขึ้น

มองหาซัพพลายเออร์ใหม่

อีกหนึ่งข้อที่สำคัญในการลดต้นทุน คือการมองหาซัพพลายเออร์ใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการลดต้นทุนคงที่ของธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายสูงจากการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการจากซัพพลายเออร์ปัจจุบัน การเลือก Supplier ที่เหมาะสมสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้สำหรับใครที่อยากเริ่มลดต้นทุนคงที่ เพื่อให้ผลประกอบการและค่าใช้จ่ายมีความสมดุล หรือสร้างกำไรมากยิ่งขึ้น คุณสามารถนำคำแนะนำในการลดต้นทุนสำหรับต้นทุนคงที่ไปลองปรับใช้กันได้เลย เพื่อให้ธุรกิจเกิดความสมดุล อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการทำงานในระยะยาว ดีทั้งต่อพนักงานและบริษัทไปพร้อมกัน หรือลองใช้ระบบบริการตรวจสลิปโอนเงินจาก Thunder ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและทำธุรกิจได้อย่างมั่นใจ