โลกของธุรกิจในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Deepfake Finance การปลอมแปลงภาพหรือเสียงของผู้บริหารเพื่อหลอกให้ธุรกรรมสำคัญเกิดขึ้นจริง ซึ่งสร้างความเสี่ยงอย่างสูงโดยเฉพาะในธุรกิจ B2B ดังนั้นการป้องกันที่ได้ผลคือการใช้ระบบ Slip Verification เข้ามาเพื่อช่วยยืนยันธุรกรรมทางการเงิน และแฝงมาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ในการตรวจสอบความถูกต้อง ใบบทความนี้จะพาทุกคนไปดูว่า Deepfake Finance คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในโลกธุรกิจ
Deepfake Finance คืออะไร และทำไมธุรกิจ B2B ต้องระวัง
Deepfake Finance คือ รูปแบบการฉ้อโกงที่ใช้ AI สร้างภาพหรือเสียงของผู้บริหาร เช่น CEO/CFO เพื่อสั่งให้ฝ่ายการเงินโอนเงินไปยังบัญชีปลอม โดยข้อมูลจาก FintechNews ระบุว่าแฮกเกอร์ในเอเชียใช้ deepfake ลงทุนงานการเงินจนเกิดความเสียหายนับล้านดอลลาร์ และเกิดเหตุการณ์จริงในสิงคโปร์ที่ director ถูกหลอกโอนเงินเกือบ 500,000 ดอลลาร์ ผ่าน video call deepfake
สำหรับธุรกิจ B2B ที่ทำธุรกรรมมูลค่าสูง การตกเป็นเหยื่อเช่นนี้หมายถึงการสูญเสียทางการเงินและความน่าเชื่อถืออย่างร้ายแรง ซึ่งการใช้ Slip Verification จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยยืนยันความถูกต้องของสลิปและสร้างความมั่นใจว่าการโอนเงินนั้นแท้จริงจากต้นทาง
พฤติกรรมการปลอมสลิปด้วยเทคโนโลยี Deepfake
แฮกเกอร์สามารถส่ง deepfake วิดีโอหรือเสียงให้พนักงานดูเหมือนเป็นคำสั่งจาก CFO ให้โอนเงินพร้อมแนบสลิปปลอมที่ดูสมจริง ในหลายกรณี ฝ่ายการเงินอาจไม่ทันระวังตามคำขอที่เร่งด่วนหรือดูเหมือนถูกต้อง ด้วยความที่ Slip Verification ช่วยตรวจสอบว่าลิงก์สำรองหรือรายละเอียดใบสลิปตรงกับฐานข้อมูลหรือไม่ จึงช่วยสกัดพฤติกรรมนี้ได้
ความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือและการเงินองค์กร
นอกจากความเสียหายทางการเงินแล้ว ความเชื่อมั่นระหว่างคู่ค้าหรือผู้บริหารอาจพังทลายทันทีหากตกเป็นเหยื่อ deepfake บางรายเสียเงินหลายล้านเหรียญในเวลาอันสั้น เช่น รายงานจาก eSecurity Planet ระบุว่าใน Q1 ปี 2025 มียอดสูญเสียจาก deepfake กว่า 200 ล้านดอลลาร์ ดังนั้นการมี Slip Verification สามารถทำให้ธุรกิจมีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลัง ถือเป็นการสร้างความแข็งแกร่งด้านความน่าเชื่อถือที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในธุรกิจ B2B
ตัวอย่างของ deepfake ที่โดดเด่นคือกรณีในสิงคโปร์ที่ทีมการเงินโอนเงินเกือบ ครึ่งล้านบาทสหรัฐให้กับผู้ที่ดูเหมือน CFO จริงผ่านการประชุม Zoom โดยทั้งหมดเป็น deepfake เท่านั้น ต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า B2B ต้องวางระบบป้องกันเช่น Slip Verification เพื่อไม่ให้การโอนเงินที่ดูเหมือนถูกต้องอยู่แล้ว กลับกลายเป็นความสูญเสียใหญ่ตามมาในภายหลัง
การรวม Slip Verification เข้ากับระบบธุรกิจ
เพื่อป้องกันภัย Deepfake Finance ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการ Slip Verification เข้ากับระบบ ERP หรือระบบบัญชีอัตโนมัติ จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยยืนยันธุรกรรมทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ
เชื่อมกับ ERP และระบบบัญชีอัตโนมัติ
การนำ Slip Verification มาเชื่อมกับ ERP หรือระบบบัญชีอัตโนมัติ ช่วยให้การตรวจสอบสลิปเกิดขึ้นพร้อมกับบันทึกบัญชีทันที และยังช่วยลดการตรวจสอบด้วยตนเองที่อาจผิดพลาดและจับภัย deepfake ได้เร็วขึ้น อีกหนึ่งข้อสำคัญคือการบันทึกแบบอัตโนมัติยังทำให้ทีมสามารถตรวจสอบความถูกต้องย้อนหลังและวิเคราะห์ปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย
การสร้าง Workflow ป้องกันสลิปปลอมตั้งแต่ต้นทาง
สร้าง Workflow ที่ผูก Slip Verification เข้ากับขั้นตอนการอนุมัติ เช่น เมื่อฝ่ายการเงินรับสลิป ต้องผ่านระบบตรวจสอบก่อนสั่งโอนเงิน ระบบจะส่งข้อมูลตรวจสอบกับฐานข้อมูลสลิปจริง เรียกกลับผลว่าถูกต้องหรือไม่ ก่อนให้พนักงานอนุมัติ ทำให้โอกาสเกิด deepfake ลดลงอย่างมาก
การเก็บ Log และ Audit Trail สำหรับตรวจสอบย้อนหลัง
ทุกธุรกรรมที่ผ่าน Slip Verification จะถูกเก็บ log และสร้าง audit trail โดยระบบอัตโนมัติ ทำให้เมื่อเกิดปัญหา deepfake สามารถตรวจสอบได้ว่าใครอนุมัติเมื่อไหร่ ใช้สลิปใด ช่วยให้การตรวจสอบและรับผิดชอบเป็นไปอย่างโปร่งใส
สรุป Deepfake Finance และ Slip Verification ดีต่อธุรกิจ B2B อย่างไร
ภัย Deepfake Finance เป็นความเสี่ยงใหม่ที่เกินกว่าจะมองข้ามในโลกธุรกิจ B2B เนื่องจากการปลอมแปลงมีความน่าเชื่อถือและเฉียบขาด การรวม Slip Verification เข้าในกระบวนการธุรกรรมคือคำตอบที่ช่วยเสริมเกราะป้องกัน จัดการกระบวนการปลอมสลิป เพิ่มความโปร่งใส และสร้าง Trust ในทุก Transaction ระบบนี้ไม่ใช่สิ่งเลือกได้ แต่เป็นเครื่องมือจำเป็นที่จะช่วยให้ธุรกิจปลอดภัย แข็งแกร่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าได้จริงในยุค Deepfake นั่นเองค่ะ


